— ไม่ว่าส่วนที่ยังคงเป็นซีไอเอในตัวเธอจะรู้สึกเดือดพล่านแค่ไหน
เอพริลตัดสินใจเลือกเป็นแม่ก่อนเป็นอย่างอื่น —

“เอาล่ะ หมดเวลา เราต้องขึ้นจากน้ำกันแล้วออกัส”
เอพริลบอกกับเด็กชายวัยสามขวบครึ่งที่สวมตัวอยู่ในห่วงยางเด็กลายการ์ตูน เธอคอยประคองห่วงยางนี้ไว้อย่างระมัดระวังตลอดเวลาที่ลอยตัวเล่นอยู่ด้วยกัน หนุ่มน้อยแก้มแดงของเธอทำสีหน้าค่อยไม่เต็มใจจะเลิกเล่นน้ำทะเลที่เขาโปรดปราน แต่ก็ไม่ดื้อดึง ยอมให้เอพริลลากห่วงยางและตัวของเขากลับขึ้นไปที่ชายหาดแต่โดยดี
เอพริลสอนลูกชายของเธอมาอย่างนี้ ให้เล่นได้เต็มที่เมื่อถึงเวลาเล่น ให้หยุดเมื่อเธอบอกว่าหมดเวลา ออกัสตินไม่เคยร้องโวยวาย เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่แม่จะพาออกมาที่ทะเล และครั้งหน้าที่จะได้มาอีกก็ไม่นานเกินรอ
อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอก้มลงอุ้มลูกชายเข้าใส่เอวอย่างคล่องแคล่ว มืออีกข้างคว้าห่วงยางของออกัสถือกลับไปด้วย ชุดบิกินี่ที่สวมอยยู่อวดรูปร่างเพรียวงามแต่แข็งแรงเหมือนนักกีฬา ผิวแทนนวลเนียนเรียกทุกสายตาที่ชายหาดให้เหลือบมอง แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งกับเธอ คงเป็นเพราะสีหน้าติดจะเฉยชาไม่รับแขก เธอไม่เคยยิ้มให้ใครนอกจากเด็กชายตัวน้อยที่มาด้วยกัน
แต่ก็เคยมีไอ้หนุ่มใจกล้าเข้ามาทักทายอยู่บ้าง บางคนก็ไม่สนที่เธอบอกว่ามีลูกแล้ว แถมยังกล้าถามไปถึงพ่อของออกัสเสียด้วย เอพริลไม่เคยตอบใคร เธอเพียงแค่ส่งสายตาเย็นยะเยือกให้พวกจุ้นจ้าน หลังจากนั้นทุกคนก็จะยิ้มแห้งๆและขอตัวลาไปอย่างรวดเร็ว
“กินมิ้นท์ช็อคชิพใช่มะฮะ” ออกัสกอดคอเธอแล้วถามอย่างร่าเริง ร้านไอศกรีมเจ้าโปรดของเอพริลกับลูกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ขับรถไปใช้เวลาไม่ถึงห้านาที
“แน่นอนที่รัก...แต่ต้องหลังจากเราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อน”
เอพริลจูบพวงแก้มนุ่มนิ่ม ก่อนจะวางร่างเล็กลงตรงจุดล้างตัว เปิดฝักบัวให้น้ำสะอาดชะล้างไอเกลือจากทะเลออกไป ออกัสกระโดดโลดเต้นอยู่ท่ามกลางละอองน้ำที่ตกลงมาเหมือนสายฝน ทุกอย่างเป็นเรื่องน่าสนุกไปหมดสำหรับเด็ก บางทีเอพริลก็นึกอิจฉาลูกอยู่เหมือนกัน
หลังจากเธอมีออกัสติน ชีวิตของเอพริลก็เปลี่ยนไป มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันทีจนตั้งตัวไม่ติด แต่เมื่อนึกย้อนไป ก็พบว่ามีหลายอย่างที่ตัวเธอในอดีตคงไม่มีวันเชื่อแน่ว่าจะเกิดขึ้นได้จริง
เอพริลในอดีตเคยมองว่ามีแค่งานในฐานะจารชนเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตเธอมีค่า เธอจะไม่ยอมแลกงานที่เธอรักไม่ว่ากับอะไร เอพริลคนนั้นเชื่อว่าวันใดวันหนึ่งไม่เร็วก็ช้า ตัวเองคงจะต้องตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อันตรายเพื่อปกป้องประเทศชาติ และมันก็จะเป็นการตายที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอดีตเด็กข้างถนนอย่างเธอ
เอพริลคนนั้นไม่คิดว่าตัวเองเหมาะกับการมีคนรัก คำว่าครอบครัวไม่เคยอยู่ในสารบบ มีลูกหรือ? ยิ่งเป็นไปไม่ได้ คนนิสัยแข็งกระด้างอย่างเธอไม่ควรจะเป็นแม่ใคร ตัวเธอเองยังไม่เคยมีแม่ด้วยซ้ำ
หญิงสาวยังคงทำงานกับหน่วยซีลตอนตั้งท้อง เธอลาคลอดช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาทำงานเดิมต่อทันทีที่ทำได้ โดยให้ปู่กับย่าของออกัสตินดูแลลูกให้ หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ค้นพบความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์โจรกรรมข้อมูลประวัติของตัวเองที่แลงลีย์เมื่อปี 2015 เธอสามารถเลือกจะกลับไปทำงานเป็นสายลับเต็มตัวเหมือนเดิมได้ แต่เอพริลก็พบว่าตัวเธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
เธอถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น ได้รู้จักความคิดถึงห่วงหาทุกลมหายใจเป็นครั้งแรก เมื่อต้องทำงานเสี่ยงตาย เอพริลก็เริ่มนึกกลัวขึ้นมาว่าจะไม่มีโอกาสได้กลับไปกอดเด็กชายตัวน้อย เจ้าของดวงตากลมโตสีฟ้าสดใสที่เธออุ้มท้องมา
ยามที่เอพริลอยู่ห่างลูก หัวใจของเธอเป็นรูโหว่ งานสำคัญหรืออ้อมกอดของผู้ชายคนไหนก็ทดแทนเรื่องนี้ไม่ได้
ใช้เวลาเพียงสามสี่ปีเท่านั้นที่โลกของเธอถูกพลิกกลับหัว ปัจจุบันเธอไม่ได้เป็นซีไอเอแล้ว เป็นการลาออกเองด้วยความสมัครใจ เพื่อมาใช้ชีวิตที่เหลือจากนี้ในการดูแลลูกชายอย่างเต็มตัว
“แม่ฮะ พ่อจะชอบกินมิ้นท์ช็อคชิพมั้ย?”
เอพริลมีสีหน้าเคร่งขรึมลง ร่างเพรียวย่อตัวคุกเข่า ใช้ผ้าขนหนูเช็คน้ำออกจากกลุ่มผมสีเข้มเปียกลู่ให้ลูก ยามปกติผมของออกัสจะหยักศกดกหนาน่าเอ็นดู ชวนให้นึกถึงรูปปั้นกามเทพกรีกตัวน้อยๆ
เสียงเครื่องบินซ้อมปฏิบัติการของกองทัพเรือดังกระหึ่มกลบทุกเสียงเมื่อบินผ่านเหนือหัว เป็นเรื่องคุ้นชินของผู้คนที่เวอร์จิเนียบีช เพราะมีฐานทัพเรือตั้งอยู่ใกล้ๆ เอพริลว่าจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามของลูกชาย แต่ดวงตาใสๆก็ยังจดจ้องรอคำตอบ
“เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดถึงพ่อของลูกไง” เธอบีบปลายคางกลมของออกัสเบาๆ เอพริลก็ยังคงไม่ใช่คนอ่อนหวานไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่เธอแน่ใจว่าเป็นแม่ที่อบอุ่นมากพอ “ไปกินไอติมกันเถอะ เจ้าหัวหยิก”
“อู้ว!!”
ออกัสส่งเสียงร้องอย่างชอบใจ ร่างเล็กวิ่งวนรอบกองตุ๊กตาโพล่าร์แบร์ที่ถูกนำมาจัดแต่งเป็นระยะทั่วห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ดูเหมือนกำลังมีงานฉลองวันครบรอบของห้าง มองไปทางไหนก็เจอแต่ตุ๊กตาหมี ในสายตาเด็กๆกับคนทั่วไปก็คงเห็นว่ามันน่ารัก แต่เอพริลรู้สึกว่ามันน่าขนลุกมากกว่า
หลังจากพาออกัสตินไปกินไอศกรีมมิ้นท์ช็อคโกแลตชิพตามที่เจ้าตัวร้องขอ เอพริลก็ตัดสินใจแวะซื้อของที่ห้างก่อนกลับบ้าน เธออยากได้หนังซักเรื่องเอาไว้ดูคนเดียวแก้เบื่อในคืนนี้ อาจเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่วินาศสันตะโรสำหรับตัวเอง และหนังการ์ตูนใหม่ๆให้เจ้าหัวหยิกของเธอด้วย
“หนมคาลฮะแม่” ออกัสหยิบเอาห่อขนมสุนัขรูปกระดูกชิ้นโตยื่นให้ดู ทำท่าเหมือนจะหย่อนใส่รถเข็น
เมื่อไม่ได้เป็นซีไอเอ เอพริลก็มีรายได้จากการแปลเอกสารทั่วไปและเอกสารราชการสำคัญหลายภาษาที่เธอมีความรู้ระดับเชี่ยวชาญ ตอนที่เธอต้องใช้สมาธิทำงาน ออกัสก็มีลูกหมาอเมริกันอากิตะตัวอ้วนกลมเป็นเพื่อนเล่น มันถูกตั้งชื่อให้ว่า ‘คาล’ หรือ ‘คาเอล’ เพราะออกัสตินชื่นชอบซุปเปอร์แมนมากนั่นเอง
“คาลยังเด็ก กินขนมแบบนี้ไม่ได้หรอกลูก...เอาไปเก็บที่เก่านะ”
ออกัสตินยังคงทำหน้าไม่เห็นด้วย คนเป็นแม่จึงต้องยกเหตุผลมาอธิบาย
“ขนมคาลยังเหลืออยู่ที่บ้าน เราค่อยมาซื้อกันใหม่ตอนที่หมดแล้ว ถ้ารีบซื้อไปตอนนี้ กว่าเราจะได้ออกมาเที่ยวอีกที คงนานเลยนะ”
เหตุผลนั้นฟังดูเข้าท่าสำหรับเจ้าหนู ออกัสพยักหน้า ร่างเล็กกำลังจะวิ่งเอาซองขนมไปเก็บที่ชั้นวาง แต่แล้วก็มีเหตุที่ทำให้เอพริลต้องรีบคว้าตัวลูกกลับมาไว้ในอ้อมแขน เมื่อมีเสียงกึกก้องที่ฟังคล้ายเสียงปืนดังขึ้น
เปรี้ยง!!!
ความชุลมุนเกิดขึ้นทันที ผู้คนที่กำลังเดินเลือกซื้อสินค้าในห้างกรีดร้องแตกตื่นจนมองดูน่าสับสน แต่ทุกอย่างก็หยุดนิ่งเมื่อมีเสียงประกาศผ่านโทรโข่ง
“ทุกคนอย่าขยับ นี่คือการปล้น จงอยู่ในความสงบและเอาของมีค่าของพวกคุณใส่ลงในถุงที่เราส่งให้ อย่าคิดขัดขืน ถ้าไม่อยากตาย”
แม่งเอ๊ย…
เอพริลถอนหายใจ มันวันซวยอะไรถึงต้องมาปล้นห้างกันตอนที่เธอพาลูกมาด้วยวะ!
ร่างเล็กของออกัสตินสั่นเทาอยู่ในวงแขนของแม่ เอพริลใช้มือข้างหนึ่งปิดปากลูกเอาไว้ อีกข้างลูบผมหยิกขอดนุ่มมือเพื่อปลอบประโลม หญิงสาวกระซิบเบาๆ
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะที่รัก แม่อยู่นี่”
เธอดึงให้ออกัสนั่งคุกเข่าลงด้วยกันที่พื้น ใช้ความสูงของชั้นวางสินค้าบังสายตาของโจร ค่อยๆชะโงกหน้าออกไปดูเพื่อประเมินสถานการณ์ ความวุ่นวายเกิดขึ้นที่เคาท์เตอร์แคชเชียร์ พนักงานกำลังถูกบังคับให้เปิดลิ้นชักและนำเงินใส่ลงในถุง
เท่าที่เห็นพวกมันมีสามคน และน่าจะมีอาวุธครบ ...เอพริลหันกลับมากระซิบกับลูก
“แม่จะปล่อยมือ แต่ลูกต้องไม่ร้อง โอเคมั้ย? นี่ก็เหมือนในหนัง The Robbery ที่เราเคยดู เราต้องอยู่เงียบๆตรงนี้ ซ่อนตัวไม่ให้มันเห็น เดี๋ยวคุณตำรวจก็จะมาจัดการพวกมันให้เอง เข้าใจที่แม่พูดใช่มั้ย”
ออกัสน้ำตาคลอ แต่ก็พยักหน้ารับถี่ๆ เอพริลปล่อยมือที่ปิดปากเขาอยู่ออกช้าๆ
หากมาคนเดียว เธอคงไม่เกรงกลัวกับแค่พวกโจรหางแถวที่ยิงปืนเป็น แต่เพราะออกัสตินมาด้วย เอพริลจะไม่เสี่ยงทำอะไรก็ตามที่จะทำให้ลูกตกอยู่ในอันตราย แม้จะหมายถึงการต้องยอมอยู่เฉย ปล่อยให้เรื่องผิดกฎหมายคุกคามผู้คนเกิดขึ้นต่อหน้า
ไม่ว่าส่วนที่ยังคงเป็นซีไอเอในตัวเธอจะรู้สึกเดือดพล่านแค่ไหน เอพริลตัดสินใจเลือกเป็นแม่ก่อนเป็นอย่างอื่น
แต่ดูเหมือนโชคชะตาไม่เข้าใจเลยแฮะ…
“เฮ้ย ไอ้เด็กนี่” เสียงของโจรคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนขึ้นบอกอีกสองคนที่เคาท์เตอร์แคชเชียร์ มันโผล่มายืนจังก้าอยู่ตรงล็อกสินค้าที่เอพริลกับลูกซ่อนตัวอยู่ได้ยังไงก็ไม่ทราบ “ผมหยักศก ตาฟ้า วัยประมาณนี้ ตรงกับที่พวกแบล็คโลตัสอยากได้เลย”
เอพริลใจหายวาบแค่ได้ยินชื่อ ‘แบล็คโลตัส’ แก๊งลักพาตัวเด็กที่มีอิทธิพลมากในขณะนี้ เอฟบีไอกำลังตามกวาดล้างกันอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่เคยขุดรากถอนโคนได้ เพราะพวกมันไม่ได้ลงมือทำเองทุกครั้ง แต่มีพวกโจรกระจอกทุกหัวระแหงสวามิภักดิ์ด้วย คอยหาเด็กที่ตรงตามลักษณะที่พวกมันอยากได้ ส่งไปให้ตัวหัวหน้าใหญ่อีกที
สาบานเลย ถ้ามันคิดจะแตะลูกของเธอล่ะก็…
เอพริลลุกขึ้นยืน ใช้ตัวเองบังออกัสตินเอาไว้ สีหน้าบอกชัดว่าใครก็ไม่สามารถเข้าถึงตัวลูกชายเธอได้ ถ้าไม่ข้ามศพเธอไปก่อน
มันเข้าใจสิ่งที่เธอบอกโดยไม่ได้พูด จึงชักปืนออกมาชี้หน้า
“ส่งเด็กมา ไม่งั้นกูจะยิงให้ดิ้น”
“ก็เข้ามาเอาสิ”
ขาดคำหญิงสาวก็กระโจนเข้าใส่ ปัดปืนที่เล็งมาให้พลาดเป้ายิงขึ้นฟ้าแทน เสียงดังสนั่นทำให้ผู้คนในห้างกรีดร้องอีกระลอก หญิงสาวจับข้อมือข้างที่ถือปืนของมันบิดอย่างแรงจนนิ้วหลุดจากไก ได้ยินเสียงกระดูกลั่นชัดหู เมื่อแย่งปืนจากมันมาได้ก็เหวี่ยงร่างสูงผอมบางของมันทุ่มลงใส่พื้น ลงไปนอนจุกจนเปล่งเสียงร้องไม่ออก
เพื่อนของมันอีกสองคนรีบวิ่งมาสมทบ หนึ่งในนั้นจ้องออกัสตินตาเป็นมัน เอพริลประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว และแน่ใจว่าต่อให้เธออุ้มลูกวิ่งหนีไปตอนนี้ ก็คงไม่ทันกระสุนที่พวกมันจะยิงใส่เป็นแน่ เธอรีบหันไปคว้าตัวเด็กชาย จับให้นั่งในท่าประจำที่เคยเล่นผาดโผนกัน แล้วออกแรงดันให้ก้นเล็กๆในกางเกงผ้านั้นไถลไปกับพื้นเรียบลื่นของห้าง
ร่างของออกัสแล่นฉิวออกห่างจากจุดที่กำลังมีการต่อสู้ ไปหยุดอยู่ที่กองตุ๊กตาหมีตัวใหญ่นุ่มนิ่มอย่างปลอดภัยตามที่เอพริลคำนวณเอาไว้
“ออกัส อยู่ตรงนั้นนะ” เธอตะโกนบอก อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองแวบหนึ่งให้แน่ใจ ถ้าออกัสลุกเดินสะเปะสะปะ อาจจะโดนผู้คนในห้างที่กำลังวิ่งหนีกันอลหม่านเหยียบเอาได้
โจรอีกสองคนวิ่งเข้ามา เอพริลเหนี่ยวไกยิงใส่คนหนึ่งที่ยกปืนขึ้นเล็งมาที่เธอ นัดแรกที่มือ ปืนของมันร่วงกระเด็นไปอีกทาง หญิงสาวยิงใส่มันอีกครั้งที่หัวเข่า สกัดไม่ให้มันเข้ามาใกล้ตัวเธอ หรือไปถึงออกัสตินได้
“อ๊ากก!!”
แต่เอพริลไม่สามารถสกัดโจรคนสุดท้ายที่กระโดดโถมตัวเข้าชาร์จเธอได้ทัน มันเป็นคนตัวใหญ่เหมือนนักมวยเฮฟวี่เวท หญิงสาวล้มกระแทกพื้นโดยมีร่างหนาหนักทับอยู่ด้านบน จุกและเจ็บจนแทบร้องไม่ออก ปืนที่ถืออยู่หลุดมือกระเด็นไปตกอยู่ตรงหน้าออกัสติน เลือดในตัวเอพริลแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง หวาดกลัวว่าปืนนั้นจะลั่นใส่ลูกน้อย
เด็กชายตัวเกร็งเบิกตากว้างเพราะตกใจที่เห็นแม่ถูกทำร้าย ยังคงนั่งนิ่งพิงกองตุ๊กตาหมีโดยไม่ขยับ
“ออกัส...ถอยออกไปลูก อย่าแตะปืนนั่นนะ ถอยไปห่างๆ!!”
หญิงสาวเค้นเสียงตะโกนบอก ก่อนที่คอของเธอจะถูกบีบด้วยมือแข็งเหมือนคีมเหล็กของโจรร่างยักษ์ที่คร่อมอยู่บนตัว
“อีตัวแสบ คิดว่าตัวเองเป็นแบล็ควิโดว์เหรอวะ!”
เอพริลสำลักลมหายใจ ดิ้นรนและตาลายเพราะแรงบีบมหาศาลที่คอ
เธอไม่ใช่แบล็ควิโดว์ แต่เป็นอดีตสายลับอันดับหนึ่งของซีไอเอ… หญิงสาวบอกตัวเองให้ไม่ลืมความจริงข้อนั้น แม้ว่ามันจะให้ความรู้สึกราวกับผ่านมานานจนเหมือนชีวิตของชาติที่แล้ว แต่คนอย่างเธอต้องไม่แพ้ให้กับโจรปล้นห้างกระจอกๆแค่นี้แน่
เธอมีความสามารถมากกว่านั้น ฆ่าคนเลวมานับไม่ถ้วน นี่เป็นคราวซวยของพวกมัน ไม่ใช่ของเธอ!
เอพริลงอเข่ากระแทกเข้าใส่ท้องของโจรร่างยักษ์เต็มแรงจนมือที่บีบคอคลายออก หญิงสาวดันตัวลุกขึ้นได้สำเร็จ สิ่งแรกที่ทำคือพยายามจะเข้าไปหยิบปืนที่ตกอยู่ให้ออกห่างจากออกัสติน แต่แขนของเธอก็ถูกคว้าไว้ ก่อนถูกจับเหวี่ยงให้ไปปะทะกับชั้นวางของจนสินค้าบนชั้นร่วงกราว
เอพริลทั้งจุกและโกรธจัด คว้ากระป๋องอาหารหมาหนักอึ้งฟาดเข้าใส่หัวของมันจนเลือดแดงฉานไหลซิบออกมาตามแผลแตก
“อีสารเลวเอ๊ย มึงวอนนักนะ”
มันก็ดุร้ายขึ้นเมื่อได้เลือด คว้าแขนของเธอที่กำลังจะเหวี่ยงกระป๋องฟาดหัวมันอีกครั้งไว้จนได้ เอพริลดูออกว่ามันตั้งใจจะบิดแขนเธอ เป็นท่าที่เดาง่ายจนอยากจะหัวเราะ หญิงสาวหมุนตัวตามอย่างคล่องแคล่ว จับแขนของมันให้ล็อคคอเธอไว้จากข้างหลังแทน ร่างเพรียวสปริงตัวเองขึ้น ยันเท้ากับชั้นวางของจนเกิดแรงถีบหนักหน่วงซึ่งทำให้คนที่ล็อคคอเธออยู่ถูกดันไปกระแทกกับชั้นวางอีกฝั่งจนล้มระเนระนาด
เอพริลตามไปยึดปืนจากซองข้างเอวของไอ้ยักษ์ที่ยังลุกไม่ขึ้นมาถือไว้ เล็งไปที่มัน ขึ้นไกพร้อมยิง
“แม่ฮะ!!!”
เสียงกรีดร้องของออกัสตินทำให้เอพริลสะดุ้ง รีบหันไปมองลูก เจ้าตัวน้อยกำลังชี้บอกอะไรบางอย่าง...โจรร่างผอมคนแรกที่ถูกเธอล้มตั้งตัวลุกขึ้นมาได้ใหม่ มันวิ่งเกือบถึงตัวเธอแล้ว
ตอนนั้นเอง ออกัสตินก็ทำสิ่งที่เธอร้องห้ามไว้ไม่ทัน เขาผลักปืนตรงหน้าให้ไถลกลับมาหาคนเป็นแม่ เอพริลใช้เท้าหยุดปืนนั่น ปลายเท้าเรียวเตะมันให้ปลิวขึ้นสูง เข้ามาอยู่ในมืออีกข้าง
เอพริลเล็งปืนอีกกระบอกไปที่เจ้าโจรผอม มันชะงักฝีเท้าทันที รีบยกมือยอมจำนน
ทุกอย่างเงียบกริบไปชั่วขณะ ยกเว้นเสียงครางโอดโอยของคนที่โดนเธอยิงมือกับหัวเข่า ได้ยินไซเรนแว่วมาไกลๆ คนในเริ่มห้างโห่ร้องยินดี ปรบมือให้เธอเกรียวกราว
ตำรวจมาแล้ว…
เอพริล--นางสิงห์ปืนคู่แห่งซีไอเอก็กลับมาด้วย!
หลังจากเจ้าตัวเล็กของเธอหายตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้างเมื่อตอนเย็น เสียงคุยเจื้อยแจ้วของออกัสตินก็ยังไม่หยุดลงเลย…
“แล้วแม่ก็โดดถีบชั้นวางของเหมือนวันเดอร์วูแมน ฟุ่บบบบ!!” มือเล็กๆหยิบเอาตัวต่อเลโก้มาจำลองท่าทางตอนเอพริลสู้กับโจรในห้าง เล่าเรื่องน่าตื่นเต้นที่เห็นมากับตาให้เจ้าคาล--ลูกหมาอเมริกันอากิตะฟัง “โจรก็กระเด็นไป โครม!!”
คนเป็นแม่แอบโผล่หน้าจากครัวออกมามองดู เห็นออกัสตินกับคาลนอนกลิ้งอยู่ด้วยกันบนพรมผืนใหญ่ที่ห้องนั่งเล่น เอพริลซื้อแผ่นฟองน้ำหนามาปูรองไว้ข้างใต้ มันจึงรองรับเนื้อตัวนุ่มนิ่มของเด็กน้อยได้อย่างดี
หญิงสาวส่ายหน้าและยิ้มนิดๆ กลับไปดูไก่ที่กำลังทอดจนเริ่มออกสีเหลืองน่ากินอยู่ในกระทะ เธอไม่ได้เสียเงินซื้อมันมา เพราะทางห้างยินดีมอบทุกอย่างที่เธอใส่ไว้ในรถเข็นให้ฟรี ตอบแทนที่เธอช่วยจับโจรทั้งสามคนได้โดยไม่มีลูกค้าหรือพนักงานของทางห้างได้รับความเสียหาย
“แม่ฮะ ทอดไก่ให้พ่อด้วย” อยู่ๆออกัสตินก็วิ่งเข้าครัวมาเกาะขา ทำให้อารมณ์ดีๆของเอพริลเฉาลงไปเหมือนต้นไม้โดนน้ำร้อนราด
“กัส” เธอทำเสียงดุ “พ่อไม่ได้อยู่กับเรานะ ก็บอกแล้วไงว่าเราจะไม่พูดถึงเขา…”
“ห้ามลูกไม่ให้พูดถึงผมได้ไงล่ะ คุณผู้หญิง”
เสียงห้าวทุ้มคุ้นหูดังขึ้นขัดจังหวะ เอพริลหันไปมอง ก็เห็นสามีของเธอยืนกอดอกพิงกายกับกรอบประตูครัว ท่าทางผ่อนคลาย
เอพริลวางตะหลิว รู้ตัวอีกทีก็กระโจนกอดเขาไว้ทั้งตัว
“เอริค!”
วงแขนแข็งแรงของสามีรับตัวเธอไว้เหมือนเป็นแค่ปุยนุ่นแสนเบา เอริคหัวเราะในลำคอชวนจั๊กจี้อยู่ข้างหู
กอดกันอยู่เป็นครู่ เขาจึงวางตัวเธอลง เปลี่ยนไปรับร่างเล็กๆของออกัสตินที่วิ่งมาหาขึ้นอุ้มแทน เอริคจูบพวงแก้มของลูกโดยระมัดระวังไม่ให้หนวดเคราที่กำลังขึ้นครึ้มทิ่มตำเนื้ออ่อน
“คุณมาได้ยังไง กลับมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่” เอพริลถามเสียงดังแข่งกับเสียงเห่าของเจ้าคาลที่ดีใจกับการกลับบ้านของนายใหญ่ไม่แพ้คนอื่นๆ
“เพิ่งลงจากเครื่องก็รีบมาเลยครับ”
เอริคยังคงเป็นทหารเหมือนเดิม ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนตรงที่ตอนนี้เขาคือ ‘นาวาตรีเอริค นิโคลัส ชอว์’ หัวหน้าหน่วยซีลทีมอัลฟ่าชุดปัจจุบัน
หญิงสาวกวาดสายตามองสำรวจทั่วร่างสูงใหญ่ผึ่งผาย นอกจากร่องรอยอิดโรยเล็กน้อยบนใบหน้าแล้ว ก็ไม่พบบาดแผลหรืออาการบาดเจ็บน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
“คนอื่นๆล่ะ?” เธอถามถึงเพื่อนร่วมทีมของเขา
“ปลอดภัยดีทุกคน” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ เพราะมีอย่างอื่นที่สนใจจะคุยมากกว่า “เรื่องคุณซัดกับโจรที่ห้าง ลือกันเข้าไปถึงในฐานทัพ พอผมลงจากเครื่อง ทุกคนก็เอาแต่พูดถึงเรื่องนี้ มันยังไงกัน”
เอพริลตีหน้าเฉยทันที เสหันไปหยิบตะหลิวมาพลิกไก่ในกระทะต่อ “คุณได้ยินว่าไงก็อย่างนั้นแหละ”
เธอไม่ได้กลัวเขาหรอกนะ แต่เอริคคงหัวใจแทบวายถ้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นโดยละเอียด เธอยิงโจรจนเลือดสาดต่อหน้าลูกของเขาด้วย คงไม่ใช่อะไรที่เขาอยากได้ยินแน่
“เอพริล!” เขาทำเสียงกึ่งดุกึ่งอ่อนใจ วางออกัสตินให้นั่งลงเล่นกับเจ้าคาล แล้วจับตัวเธอให้หันกลับมาคุยกัน “คุณไม่ใช่ซีไอเอแล้วนะ ลูกก็อยู่ด้วย ถ้าเกิดโดนลูกหลงจะทำยังไง ทำไมไม่ปล่อยให้ตำรวจจัดการ”
“ก็ตำรวจยังไม่มา แล้วพวกมันจะเอาตัวออกัสไป มันพูดถึงแก๊งแบล็คโลตัสด้วย จะให้ฉันปล่อยมันเอาลูกไปเหรอ!” หญิงสาวกระแทกเสียงอย่างมีน้ำโห “แล้วก็ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร ลูกก็ปลอดภัยดี เรื่องแค่นี้จัดการได้ ฉันเป็นใคร จำได้มั้ย”
เมื่อภรรยาเสียงแข็งกว่า แม้แต่หัวหน้าทีมอัลฟ่าก็ต้องเป็นฝ่ายอ่อนลง เขามองเข้าไปในดวงตาของเอพริลนิ่งๆอีกครั้ง และเริ่มจดจำได้ว่าเธอเป็นใคร
ตรงหน้าเขาคืออดีตสายลับนักฆ่ามือหนึ่งของซีไอเอ ผู้หญิงคนนี้เองที่ใช้ปืนคู่ยิงคุ้มกันให้เขาท่ามกลางห่ากระสุนหูดับตับไหม้ที่ปานามา
ผู้หญิงคนนี้หักคอคนได้ด้วยมือเปล่า แม้คู่ต่อสู้จะรูปร่างใหญ่กว่าสองเท่า เธอกู้ระเบิดชนิดพิเศษได้ คนจากหน่วย EOD ก็ยังต้องมองด้วยความทึ่ง
ผู้หญิงคนนี้เคยนั่งลงจ้องตากับผู้ก่อการร้ายใจอำมหิตคนแล้วคนเล่า วิธีการสอบสวนของเธอทำให้พวกมันหวาดกลัวขวัญหาย จนต้องยอมคายความลับของพวกพ้อง
แค่เพราะวันนี้เธอลาออกมาทำหน้าที่แม่...ไม่ได้แปลว่าเอพริลคนนั้นจะหายไป
“ผมขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจดูถูก แต่ต่อให้เก่งกว่านี้ร้อยเท่า ผมก็ยังห่วงคุณกับลูกอยู่ดี”
มือแข็งแรงเอื้อมมาปัดลูกผมที่ตกระหน้าผากออกให้ เขาไล้ข้อนิ้วกับข้างแก้ม เรื่อยลงไปแตะรอยช้ำบนคอของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา คิ้วขมวดยุ่งของเอพริลคลายออกเมื่อได้รับสัมผัสอ่อนโยนจากสามี
“นึกว่ากลับมาบ้านจะเจอกองทัพนักข่าวมารอสัมภาษณ์ซุปเปอร์ฮีโร่สาวของผมซะอีก”
เอริคพูดติดตลกขับไล่บรรยากาศตึงเครียด แต่มันก็ไม่เกินจริงไปนัก เมืองนี้หากเกิดอะไรขึ้น ข่าวก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนชอบเรื่องแบบนี้เสียด้วย
“ฉันโทรไปขอให้เคจช่วยน่ะ”
เคจ ธอร์นตัน อดีตหัวหน้าของเอพริลในซีไอเอ เขามีอิทธิพลในระดับที่ไม่ธรรมดา แม้ว่าเธอจะลาออกมาแล้ว แต่เขาก็ย้ำกับเธอเสมอว่าหากต้องการความช่วยเหลือ ให้โทรหาเขา เอริคคงไม่ทำเสียงแข็ง หากไม่เคยรู้มาก่อนว่าผู้ชายคนนั้นเป็นอดีตรักของเอพริลด้วย
“ผมควรหึงมั้ยเนี่ย”
“ไม่ควร… เพราะเมียคุณเพิ่งจะยิงคนกลางห้าง ต่อหน้าสายตาพยานเป็นร้อย และเคจก็เพิ่งจะช่วยทำให้ฉันไม่ต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายทั้งทางกฎหมาย และจากนักข่าว” เอพริลยักไหล่ “คุณควรโทรไปขอบคุณเขามากกว่าทำตัวงี่เง่านะ”
“ไม่งี่เง่าก็ได้ แต่อย่าฝันว่าผมจะโทรไปขอบคุณ” เขาไม่ได้พูดเล่น หมอนั่นจะดีกับเอพริลก็ดีไป แต่เขาไม่คิดจะญาติดีด้วย “แล้วทำไมต้องห้ามไม่ให้ลูกพูดถึงผม”
คราวนี้เอพริลทำหน้าไม่ถูก...เธอจะบอกเขายังไงให้ตัวเองรู้สึกเสียฟอร์มน้อยที่สุด? ว่าจะไม่ยอมพูด แต่เห็นสีหน้าเหมือนน้อยใจของเขาแล้วก็ไม่อยากให้เข้าใจผิดไปกันใหญ่
“เวลาคุณออกไปทำงานนานๆแบบติดต่อกันไม่ได้อย่างนี้ ฉันใจคอไม่ดี” เธอใช้ปลายนิ้วลูบไล้รอยบุ๋มเล็กๆที่คางของสามี “ออกัสคอยแต่จะพูดถึงคุณ มันทำฉันสติแตก สู้ไม่ได้ยินซะดีกว่า”
ภารกิจล่าสุดของอัลฟ่าทีมเป็นความลับขั้นสุดยอด เขาไม่อยู่บ้านนานเกือบเดือน บอกไม่ได้ว่าไปทำอะไรอยู่ที่ไหน จะกลับเมื่อไหร่ และไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับใครๆจนกว่าจะจบภารกิจ มันทรมานใจสำหรับคนรอ แต่เอพริลไม่เคยคิดจะขอให้สามีออกจากกองทัพ เพราะเอริคก็ไม่เคยบังคับให้เธอเลิกทำงานที่เธอรักเช่นกัน แม้กระทั่งตอนที่เธอกำลังอุ้มท้องลูกของเขาอยู่ เขาเคารพการตัดสินใจของเธอเสมอ จนเธอเลือกจะลาออกด้วยตัวเอง
เอพริลไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองพูดน่ารักแค่ไหน แต่เอริคดึงตัวเธอเข้าไปจูบจนแข้งขาหมดแรงแทบกลายเป็นวุ้น ได้ยินเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจของออกัสอยู่แว่วๆ ก็ไม่มีสติมากพอจะนึกอายลูกและดึงตัวออกจากอ้อมแขนของสามี
“หิวจังเลย ขอผมกินด้วยคน” เอริคถอนจูบแล้วพูดเรื่องอื่นหน้าตาเฉย เขายัดตะหลิวใส่มือเธอแล้วหันไปหลิ่วตากับลูกชาย
เอพริลไม่ยอมเสียฟอร์ม เธอกระแอมแล้วพูดต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน
“เสียใจด้วยนะ นี่ของฉันกับลูก คุณไม่บอกก่อนว่าจะกลับ ก็เลยซื้อไก่มาแค่นี้”
“เฮ้! ได้ไง”
“ล้อเล่น มีไก่อีกในตู้ คุณพาลูกขึ้นไปอาบน้ำก่อน ฉันจะทอดเสร็จตอนพวกคุณกลับลงมา”
“แต่ว่าผมอยากอาบพร้อมคุณ” เขายังไม่วายทำเสียงหยอกแพรวพราว
“คุณมีเวลากับฉันทั้งคืนอยู่แล้วที่รัก” เอพริลไม่ใช่สาวน้อยขี้อายเหมือนกัน เธอสบตาเขาแทนคำสัญญา “พาลูกไปอาบน้ำซะ”
“ก็ได้ ไปอาบน้ำกัน เจ้าหัวหยิก” เอริคหันไปอุ้มลูกชายขึ้น ออกัสตินยิ่งดูตัวเล็กจ้อยในวงแขนของพ่อ คนพูดไม่ได้ดูตัวเองเลยว่าหัวหยิกกว่าลูกเสียด้วยซ้ำ
นี่คือช่วงเวลาที่น่าพิศวงอย่างมากของเอพริล เธออาจต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อทำให้ตัวเองเชื่อว่าครอบครัวอบอุ่นและความสุขทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับเธอจริงๆ เพราะมันดูไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย แต่ชีวิตก็มักจะเป็นอย่างนี้ ไม่เคยมีอะไรคาดเดาได้อยู่แล้ว...หรือไม่ใช่?
อ้อ ลืมบอกไป ตอนนี้เธอใช้นามสกุล ‘ชอว์’ แล้วนะ!
[END]

