
story about my life
ฝนเทกระหน่ำในคืนวันที่ 16 ตุลาคม ปี 1982 เวลาราวยี่สิบนาฬิกา เสียงทารกเพศชายร้องลั่นท่ามกลางคลีนิคอนาถาในชนบท นั่นเป็นเวลาที่ผมลืมตาดูโลก มันช่างเป็นสัญญาณที่ดีจริงๆ ที่บ่งบอกว่าชีวิตคงจะล้มลุกคลุกคลาน เปียกปอนและเละเทะไม่ต่างจากวันนี้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ‘ลิซ่า สวินเทอร์’ คลอดผมออกมาตอนที่เธออายุ 17 ปี เด็กมีเด็ก คุณคิดว่ามันจะราบรื่นซักแค่ไหนกันเชียว ? นั่นทำให้ผมรักและชื่นชมเธอสุดหัวใจที่เลี้ยงดูผมมาได้ด้วยตัวคนเดียวโดยไม่เอาขี้เถ้ายัดปากให้ตายห่าไปเสียก่อน เราสองแม่ลูกลำบากและล้มลุกคลุกคลานกันมามาก เราอดมื้อกินมื้อ

Lisa Swinter, 1982
จนกระทั่งผมอายุได้ 5 ขวบ ลิซ่าเป็นแม่หม้าย แต่ก็ยังสาวและสวยสะพรั่ง เธอได้เดทกับนายทหารยศจ่าโท ‘โคลเดอร์ ชอว์’ พวกเขาแต่งงานกันภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และถึงแม้ทหารจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ต้องยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยก็มีบ้านอุ่นๆให้ซุกหัวนอน มีอาหารให้กินครบสามมื้อ แม่บอกว่าต่อไปนี้เราคือตระกูล ‘ชอว์’ แล้ว
ใช่...ผมใช้นามสกุลของเขา โคลเดอร์รักและเลี้ยงดูผมราวกับเป็นลูกแท้ๆ นั่นผมหมายความว่า เขาจะสั่งสอนผมอย่างดี เช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมทำอะไรผิดพลาด ผมจะโดนหวดด้วยด้ามไม้กวาดทันทีราวกับมันติดจรวด จะไม่มีการดุด่าซ้ำสอง มีแต่บทลงโทษให้หลาบจำและไม่ทำผิดซ้ำอีกเท่านั้น ผมเคยถูกตีจนหลังแตกยับ แต่นั่นแปลว่าผมทำผิดหนักจริงๆ เพราะโคลเดอร์เป็นคนที่มีระเบียบวินัยมาก เขาจริงจัง เข้มงวด มันหล่อหลอมให้ผมเติบโตมาเช่นนั้นด้วย แต่อย่างน้อยผมก็สาบานกับตัวเองแล้วว่าจะไม่สั่งสอนลูกตัวเองด้วยการทุบตีเด็ดขาด ถ้าผมมีลูกน่ะนะ

Audrey Shaw, 1997
สองปีผ่านไปกับครอบครัวใหม่ แม่ก็คลอดน้องสาวคนเล็กของบ้าน มันเป็นความตื่นเต้นทีเดียวที่จะมีสมาชิกใหม่ในบ้าน พวกเขายินยอมให้ผมเป็นคนตั้งชื่อ ‘ออเดรย์’ เธอเป็นยัยจอมแสบ แต่ก็เป็นเจ้าหญิงตัวน้อยของผมด้วย พ่อบอกผมว่า ใครก็ตามที่รังแกน้อง...อัดมันให้เละ และผมก็อย่างนั้นจริงๆตอนอายุ 15 ผมชกหน้าเด็กสิบขวบซะเลือดกบปากเพราะมันเตะบอลใส่หัวน้องผมพร้อมล้อเลียนว่ายัยขี้มูกโป่ง น้องสาวในวัยแปดขวบร้องไห้โยเย ผมจึงจัดการสั่งสอนพวกมันไม่จนเข็ดหลาบ แน่นอนว่าพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นตามมาเอาเรื่อง และโคลเดอร์ออกหน้ารับแทน พ่อบอกว่าผมทำถูกแล้ว ไม่มีการลงโทษในครั้งนั้น
ผมเรียนดีประมาณนึงเชียวล่ะ พออายุได้ 17 ถึงเกณฑ์ที่จะสมัครทหารได้ผมจึงไม่ลังเลที่จะไป ทุกคนสนับสนุนอยู่แล้ว ผมอยากเป็นทหาร อยากรับใช้ประเทศชาติอย่างที่พ่อทำ ผมผ่านความยากลำบากมามากจนสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนายเรือภายในระยะเวลาสี่ปีด้วยทุนของกองทัพเรือ ทั้งเรียนหนัก ฝึกหนัก แต่นั่นเป็นสิ่งจำเป็นถ้าคุณต้องการยศชั้นสัญญาบัตร เพราะมันหมายถึงเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นด้วย
ผมเป็นนายร้อยอยู่หมาดๆ ก็มีโอกาสได้พบกับใครคนหนึ่งจากหน่วยซีล ผมเคยได้ยินชื่อซีลมาแน่ๆอยู่แล้วแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกัน ผมรู้แค่ว่า ‘แม่งโคตรเท่เลยว่ะ!’ หลังจากนั้นผมหาข้อมูล ตัดสินใจแล้วที่จะสมัครเข้าหน่วยรบพิเศษนี้จึงไม่รอช้าที่จะเข้าหลักสูตร BUD/S เป็นการอบรมที่สุดแสนหฤโหดเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการถึงมันเหมือนพวกเขาพาเข้าสู่ความตายหลายพันครั้ง ข้ามขีดจำกัดของตัวเอง แต่เราก็ยังไม่ตายจริงๆนั่นแหละ หลายคนที่เข้าฝึกด้วยกันเริ่มถอดใจ เสียงระฆังที่บ่งบอกว่าพวกเขายอมแพ้มันดังขึ้นในทุกๆวัน แต่ไม่ใช่ผมที่ทำ...

Navy Seals training, 2005
ราวสองปีครึ่งที่การฝึกทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมได้เข้าร่วมกับหน่วยซีลทีมทู ทางกองทัพมีหลักสูตรเฉพาะให้ทุกคนเลือกเรียนเพิ่มเติมได้ตามความสนใจและผมได้เรียนรู้มาหลายอย่าง แต่สิ่งที่ผมเชี่ยวชำนาญมากกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการยิงปืน ผมได้รับตำแหน่งเป็นสไนป์เปอร์มือหนึ่งของทีม มันไม่ได้สำคัญว่าผมปลิดชีพศัตรูไปได้มากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญที่ผมรักษาชีวิตใครไว้ได้บ้างขณะเหนี่ยวไกในระยะกว่า 500 หลา ผมต้องคุ้มกันทั้งผู้บริสุทธิ์และพี่น้องทหารด้วยกันให้ปลอดภัยในสองทัวร์รบที่อิรัก สมรภูมิที่อัฟกานิสถานก็ดุเดือดไม่แพ้กัน แต่ผมผ่านมันมาได้ในที่สุด
บันไดขั้นต่อไปของผมอยู่ที่ ‘เดฟกรู’ หรือที่คุ้นหูกันมากกว่าในชื่อของ ‘ซีลทีมซิกซ์’ มันคือหน่วยรบพิเศษที่เป็น The best of The best ไร้เทียมทาน ผมอาจกล่าวได้อย่างนั้น ผมผ่านการคัดเลือกและตรากตรำฝึกอยู่ในกรีนทีมราวสิบเดือน ผ่านการฝึกหนักยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่เคยพบเจอในชีวิต แต่ผมก็อึดพอที่จะได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวจริงของทีมซิกซ์อย่างเต็มภาคภูมิในช่วงปี 2009
ปัจจุบันผมคือเรือเอก เอริค ชอว์ หนึ่งในสมาชิกของ เรด สควอดรอนแห่งซีลทีมซิกซ์ หากคนทั่วไปเจอผม พวกเขาจะไม่รู้หรอกว่าผมเป็นทหาร เราไม่มีรอยสัก ไม่ไว้ผมสั้นเกรียนตามระเบียบกองทัพ ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆบ่งบอกว่าเราเป็นคนของหน่วยไหน แต่เราเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา และเมื่อคำสั่งมาถึง เราจะไปทำหน้าที่ที่ต้องทำ

Aric Shaw, 2018